น้ำประปาไทยต้มแล้วดื่มได้จริงไหม เจาะลึกภัยเงียบที่เครื่องกรองน้ำเท่านั้นที่เอาอยู่

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเวลาเราเปิดน้ำก๊อกที่บ้าน แม้ว่าตาจะมองเห็นน้ำใสแจ๋ว ไม่มีกลิ่นคลอรีนกวนใจ แต่ลึกๆ ในใจเราก็ยังไม่กล้าหยิบแก้วมารองดื่มโดยตรงอยู่ดี?

หลายคนเลือกที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีคลาสสิกที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น นั่นคือการ “ต้มน้ำ” เพราะเชื่อว่าความร้อนสูงๆ จะช่วยฆ่าเชื้อโรคและทำให้น้ำสะอาดบริสุทธิ์พอที่จะดื่มได้อย่างปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงของแหล่งน้ำในประเทศไทยยุคปัจจุบัน การต้มน้ำอาจไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายอย่างที่เราคิดกันอีกต่อไปแล้วครับ

บทสรุปผู้บริหาร

  • การต้มน้ำประปาทำได้เพียงฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบางชนิดเท่านั้น แต่ไม่สามารถกำจัดสารเคมี โลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว หรือฟลูออไรด์ที่ปนเปื้อนมากับท่อส่งน้ำเก่าได้
  • พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มักประสบปัญหาน้ำประปาเค็มในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากลิ่มความเค็มรุกตัวสูงขึ้น ทำให้ค่า TDS พุ่งสูงเกินมาตรฐานน้ำดื่มทั่วไป
  • ระบบกรองน้ำแบบ Reverse Osmosis (RO) เป็นเทคโนโลยีเดียวในปัจจุบันที่สามารถกรองสารละลายขนาดเล็กระดับ 0.0001 ไมครอน ช่วยเปลี่ยนน้ำกร่อยและน้ำบาดาลให้เป็นน้ำดื่มที่หวานสะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง

เรื่องเล่าจากปากซอย กับสารเคมีที่ไม่มีวันระเหยหายไปเพราะความร้อน

น้ำประปาไทยต้มแล้วดื่มได้จริงไหม เจาะลึกภัยเงียบที่เครื่องกรองน้ำเท่านั้นที่เอาอยู่

เมื่อเดือนก่อนผมมีโอกาสได้เข้าไปคุยกับพี่วิชัย แกเป็นเจ้าของร้านอาหารตามสั่งย่านนนทบุรี แกเล่าให้ฟังด้วยความมั่นใจว่า “ที่ร้านพี่ใช้น้ำประปาต้มสุกชงชาให้ลูกค้าตลอด สะอาดชัวร์ ต้มจนเดือดปุดๆ เชื้อโรคตายเรียบ” ผมเลยขออนุญาตใช้ปากกาวัดค่าสารละลายรวมในน้ำ หรือค่า TDS (Total Dissolved Solids) จุ่มลงไปในหม้อน้ำต้มสุกของแก ปรากฏว่าตัวเลขพุ่งไปแตะที่ 280-320 ppm ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับน้ำดื่มทั่วไป พี่วิชัยทำหน้าตกใจมาก แกถามผมว่า “ก็ต้มแล้ว ทำไมสารละลายยังเยอะอยู่ล่ะ?”

นี่คือกับดักทางความคิดที่คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ครับ

การต้มน้ำด้วยอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส สามารถจัดการกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างแบคทีเรีย E. coli หรือพยาธิได้จริง แต่สารเคมีและโลหะหนักที่ไม่มีชีวิตล่ะ? สารหนู ตะกั่ว สารเคมีทางการเกษตรอย่างพาราควอต หรือแม้แต่ฟลูออไรด์และคลอรีน สารพวกนี้มีจุดเดือดที่สูงกว่าน้ำมากครับ เมื่อเราต้มน้ำจนเดือด น้ำบางส่วนจะระเหยกลายเป็นไอ ส่งผลให้ความเข้มข้นของโลหะหนักและสารเคมีที่เหลืออยู่ข้นกว่าเดิมเสียอีก ยิ่งต้มนาน ยิ่งเข้มข้นขึ้น น่ากลัวไหมครับ?

นอกจากนี้ ระบบท่อส่งน้ำในประเทศไทยหลายพื้นที่ใช้งานมานานหลายสิบปี คราบตะกรัน สนิมเหล็ก และรอยรั่วซึมใต้ดินระหว่างทางส่งน้ำจากโรงผลิตมาถึงก๊อกน้ำที่บ้านเรา เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำประปาที่เคยได้มาตรฐานจากโรงงาน กลายเป็นน้ำปนเปื้อนเมื่อเปิดจากก๊อกที่บ้าน

เจาะลึกภัยเงียบในน้ำประปาไทยที่คุณอาจไม่เคยรู้

มาตรฐานน้ำดื่มของกระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก (WHO) มีการกำหนดเกณฑ์ความปลอดภัยไว้อย่างเข้มงวด ทว่าในทางปฏิบัติ น้ำประปาในแต่ละภูมิภาคของไทยกลับมีปัญหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตามสภาพภูมิศาสตร์และแหล่งน้ำดิบ

ในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯ ปัญหาใหญ่ที่พบบ่อยในช่วงหน้าแล้งคือ “น้ำประปาเค็ม” ซึ่งเกิดจากน้ำทะเลหนุนสูงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ค่าคลอไรด์และโซเดียมในน้ำประปาสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง มักพบปัญหาน้ำกระด้างและคราบหินปูนเนื่องจากแหล่งน้ำดิบเป็นน้ำบาดาลที่มีปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง

ประเภทสิ่งปนเปื้อน ช่วงปริมาณที่พบในน้ำประปาไทยทั่วไป ผลกระทบต่อสุขภาพและร่างกาย การต้มสุกช่วยได้หรือไม่?
โลหะหนัก (ตะกั่ว, สารหนู) 0.01 – 0.05 mg/L สะสมในร่างกาย ทำลายระบบประสาทและไต ไม่ได้ (กลับเข้มข้นขึ้น)
คลอรีนและสารพลอยได้ (THMs) 0.2 – 2.0 mg/L กลิ่นฉุน ระคายเคือง เสี่ยงต่อโรคมะเร็งในระยะยาว ระเหยได้บางส่วน แต่สร้างสารก่อมะเร็งเพิ่มขึ้นขณะร้อน
ความเค็ม (โซเดียมคลอไรด์) 200 – 1,200 mg/L (ช่วงน้ำหนุน) ไตทำงานหนัก มีอันตรายสูงต่อผู้ป่วยโรคความดันและโรคไต ไม่ได้
แบคทีเรียและไวรัส แปรผันตามสภาพท่อส่งน้ำ ท้องร่วง ท้องเสีย อาหารเป็นพิษติดเชื้อในทางเดินอาหาร ได้ (ตายหมดเมื่อเดือด 100°C)

จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า วิธีการต้มน้ำแบบดั้งเดิมนั้นสามารถจัดการได้เพียงแค่ปัญหาทางชีวภาพอย่างเชื้อโรคเท่านั้น ส่วนปัญหาทางเคมีและกายภาพที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวนั้น แทบจะไม่ได้รับการแก้ไขเลยแม้แต่น้อย

ทำไมระบบ RO ถึงเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยแก้ปัญหานี้?

เมื่อพูดถึงการกำจัดสารละลายและโลหะหนักออกจากน้ำดื่ม เทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันคือ ระบบ Reverse Osmosis หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าระบบ RO นั่นเองครับ

หลักการทำงานของเครื่องกรองน้ำ RO คือการใช้ปั๊มแรงดันสูงอัดน้ำผ่านเยื่อเมมเบรน (Membrane) ที่มีความละเอียดสูงถึง 0.0001 ไมครอน เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เส้นผมของมนุษย์เรามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50-70 ไมครอน ส่วนฝุ่น PM2.5 ที่เรากลัวกันหนักหนาก็มีขนาด 2.5 ไมครอน ลองคิดดูสิครับว่าช่องกรองขนาด 0.0001 ไมครอนมันจะเล็กขนาดไหน! มันเล็กเกินกว่าที่เกลือ โลหะหนัก สารเคมี สารหนู หรือแม้กระทั่งไวรัสตัวจิ๋วจะเล็ดลอดผ่านไปได้ สิ่งเดียวที่ผ่านแผ่นกรองนี้ไปได้ก็คือโมเลกุลของน้ำสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้นครับ

แบรนด์เครื่องกรองน้ำชั้นนำอย่าง ONEMI ได้พัฒนาไส้กรอง RO เมมเบรนอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้แต่น้ำประปาที่มีค่าความเค็มสูงปรี๊ดในช่วงฤดูแล้ง หรือน้ำบาดาลที่มีกลิ่นสนิมเหล็กรุนแรง ก็สามารถถูกเนรมิตให้กลายเป็นน้ำดื่มรสชาติจืดสนิท หวานนุ่มคอ และปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัวได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี RO ก็มีข้อจำกัดที่ผู้บริโภคควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ นั่นคือระบบนี้จะมีการเดรนน้ำทิ้ง (Reject Water) ในกระบวนการกรอง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% – 50% ของน้ำทั้งหมด ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของตัวเครื่องและแรงดันน้ำในบ้านของคุณ แต่น้ำที่ถูกคัดออกนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียวนะครับ เราสามารถต่อท่อน้ำทิ้งนี้ไปใช้รดน้ำต้นไม้ ถูบ้าน หรือล้างรถได้สบายๆ เลยครับ

เลือกเครื่องกรองน้ำให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และสภาพน้ำที่บ้าน

ก่อนที่คุณจะเดินกำเงินไปซื้อเครื่องกรองน้ำสักเครื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำดิบที่ไหลเข้าบ้านคุณเป็นอย่างไร และคุณต้องการความสะดวกสบายระดับไหน

หากบ้านของคุณตั้งอยู่ในเขตเมืองใหญ่ที่ใช้น้ำประปาส่วนภูมิภาคหรือน้ำประปานครหลวงที่มีการจัดการค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่ต้องการกำจัดกลิ่นคลอรีนและสารเคมีตกค้างเพื่อความมั่นใจ เครื่องกรองน้ำระบบ Ultra Filtration (UF) หรือระบบ Carbon Block ก็อาจจะเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแล้วครับ แต่ถ้าบ้านของคุณอยู่นอกเขตบริการน้ำประปา ต้องใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือต้องเผชิญกับปัญหาน้ำประปาเค็มหนุนสูงทุกปี การเลือกเครื่องกรองน้ำระบบ RO ถือเป็นทางเลือกเดียวที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

นอกจากนี้ เรื่องของความสะดวกในการบำรุงรักษาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ เครื่องกรองน้ำสมัยใหม่จาก ONEMI ได้รับการออกแบบให้มีระบบเปลี่ยนไส้กรองแบบ Quick-Change ที่ผู้ใช้งานสามารถหมุนถอดและใส่ไส้กรองใหม่ได้เองภายในเวลาไม่ถึงนาที โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่างพิเศษหรือต้องง้อช่างให้เสียเวลาและค่าบริการรายทางอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาคลาสสิกเรื่องการลืมเปลี่ยนไส้กรองจนเครื่องกรองกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเสียเอง

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีการกรองน้ำแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการดูแลรักษาและเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดเวลาที่ผู้ผลิตระบุไว้ เพราะน้ำดื่มที่สะอาดคือรากฐานสำคัญของสุขภาพที่ดีของทุกคนในบ้านที่คุณรักครับ

กำลังมองหาพันธมิตร OEM/ODM เครื่องกรองน้ำระดับพรีเมียมอยู่ใช่ไหม?

OneMi ให้บริการผลิตเครื่องกรองน้ำที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ทั้ง CE, UL, FCC, RoHS และ NSF พร้อมส่งมอบสินค้าจากขั้นตอนตัวอย่างทดลองสู่การผลิตจริงในจำนวนมาก (Bulk Production) ได้รวดเร็วที่สุดภายใน 6 สัปดาห์

2011
ปี · จุดเริ่มต้นของ ONEMI
50+
ภูมิภาค · เครือข่ายทั่วโลก
5M+
ครัวเรือน · ครัวเรือนที่ไว้วางใจ
99.6%
ความพึงพอใจ · ความพึงพอใจสูงสุด